353_%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7

หนาวนี้ป้องกันหวัดด้วยอาหาร 3 ชนิด!

เริ่มเข้าสู่หน้าหนาว อากาศก็เริ่มเปลี่ยนแปลง อาจทำให้ร่างกายของหลาย ๆ คนปรับตัวไม่ทันตามสภาพอากาศ จึงทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะอาการหวัด ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันด้วยการดูแลร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอและที่สำคัญควรทานอาหารที่มีประโยชน์และเป็นอาหารที่สามารถป้องกันหวัดได้ด้วยอาหาร 3 ชนิดนี้   • กระเทียม กระเทียมถือเป็นสมุนไพรไทยที่เต็มไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย แต่มักจะเป็นอาหารที่มีกลิ่นแรง อาจมีผลข้างเคียงในเรื่องกลิ่นปาก แต่ในกระเทียมนั้นอุดมไปด้วยสารต้านไวรัสและแบคทีเรีย แถมยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ แต่จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดหากทานแบบสด ๆ   • ขิง สมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่สามารถช่วยต้านหวัดได้ เพราะมีสรรพคุณที่หลากหลาย รสเผ็ดร้อนของมันเต็มไปด้วยคุณสมบัติในการต้านไวรัส เพิ่มภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้มันยังช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้คลื่นไส้ อาเจียน และน้ำขิงร้อน ๆ ยังช่วยแก้ไอได้ดีอีกด้วย สามารถดื่มได้ง่าย ๆ เพียงแค่ชงผสมกับน้ำร้อน   • ผักและผลไม้ที่มีวิตามินซี วิตามินซีถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่หาทานได้ง่าย ทั้งในอาหารหรืออาหารเสริมประเภทแคปซูล วิตามินซีสามารถทานได้จากผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะนาว ส้ม ซึ่งวิตามินซีมีสารแอนตี้ออกซิเด้นท์ และยังช่วยซ่อมแซมการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย ช่วยให้แผลหายเร็ว อีกทั้งยังช่วยสร้างคอลลาเจนให้กับร่างกายอีกด้วยและแน่นอนว่ามันจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นหวัดและโดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำสามารถลดความเสี่ยงได้ถึง 50% เลยทีเดียว   เพราะฉะนั้นอย่าลืมทานอาหาร […]

352_the-best-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa

The Best อาหารที่ทานแล้วหลับสบาย

มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ ซึ่งมีหลากหลายปัจจัยที่ทำให้คุณเกิดปัญหาการนอนหลับ ไม่ว่าจะเป็น สุขภาพร่างกาย การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอและที่สำคัญที่สุดคือ การกินอาหาร ซึ่งแน่นอนว่าหากคุณมีปัญหาการนอนไม่หลับสามารถแก้ได้ด้วยการกินจาก The Best 4 เมนูอาหารที่กินแล้วจะช่วยให้คุณนอนหลับได้สบายมากยิ่งขึ้น   • ชาคาโมมายล์ ขึ้นชื่อว่าชา แค่ได้ยินก็รู้สึกผ่อนคลายกันแล้วใช่มั้ยล่ะคะ โดยปกติแล้วชาคาโมมายล์ในหนึ่งถ้วยสามารถช่วยให้คุณนอนหลับได้สบายขึ้น เพราะมันมีสรรพคุณในการช่วยผ่อนคลายเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ช่วยลดความเครียด ดังนั้นจึงทำให้การนอนหลับของคุณมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น   • นมหรือโยเกิร์ต นมและโยเกิร์ตถือเป็นเมนูพื้นฐานง่าย ๆ ที่สามารถทานได้ทุกวันและดีต่อสุขภาพอีกด้วย ซึ่งในนมและโยเกิร์ตนั้นเต็มไปด้วยแคลเซียม ช่วยกระตุ้นการผลิตของสารเมลาโทนินที่เป็นฮอร์โมนในการนอนหลับ หากดื่มนมซักแก้วหรือโยเกิร์ตเพียงแค่ถ้วยเดียวก่อนนอนก็จะช่วยให้นอนหลับสบายได้มากขึ้นเลยทีเดียว   • กล้วย กล้วยเป็นผลไม้ที่ใคร ๆ ก็ชอบทานซึ่งมันเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยโพทาเซียม วิตามิน B6 ซึ่งมันจะช่วยผลิตเมลาโทนินฮอร์โมนที่ช่วยในการนอนหลับ นอกจากนี้ยังมีแมกนีเซียมที่ช่วยผ่อนคลายระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้นอนหลับสบายได้มากขึ้น   • ถั่ว ถั่วเกือบทุกชนิด หรือขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ เป็นแหล่งอาหารที่มีแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกายอย่างแมกนีเซียม จะช่วยให้กล้ามเนื้อและระบบประสาทได้ผ่อนคลาย จึงทำให้คุณนอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น แต่แนะนำว่าไม่ควรทานในปริมาณมาก หรือไม่ควรทานขนมขบเคี้ยวที่มีผงชูรส ไขมัน หรือปริมาณน้ำตาลที่สูง เพราะหากทานบ่อย ๆ […]

351_%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3

อาการอยากอาหารแต่ละประเภทบอกอะไรคุณได้บ้าง?

ในแต่ละวันทุกคนล้วนมีความอยากอาหารเป็นเรื่องธรรมดา แต่มีส่วนน้อยเท่านั้นที่จะรู้ว่าความอยากอาหารนั้นมักจะส่งสัญญาณบางอย่างให้คุณรู้ ซึ่งความอยากอาหารนั้นมีหลายประเภทและส่งสัญญาณที่แตกต่างกันดังต่อไปนี้   • อาการอยากของหวาน อาการนี้เป็นบ่อยในสาว ๆ หลายคน ซึ่งเป็นอาการที่สมองสร้างความอยากขึ้นมาเพื่อต้องการน้ำตาลไปกระตุ้นการหลั่งสารเคมีในสมองให้รู้สึกดี สามารถแก้ได้ด้วยการลดน้ำตาลเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรืออาจทานน้ำตาลที่มาจากผลไม้จะดีที่สุด เพราะหากคุณยิ่งทานขนมหวานจะยิ่งเป็นการเพิ่มน้ำตาลเข้าไปในร่างกายมากขึ้น และคุณจะต้องการมันมากขึ้นจะส่งผลให้เกิดภาวะเสพติดน้ำตาลและอาจก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาได้ เช่น เบาหวาน โรคอ้วน เส้นเลือดอุดตัน โรคหัวใจ เป็นต้น   • อาการอยากแป้ง หากคุณรู้สึกอยากแป้ง แสดงว่าร่างกายต้องการพลังงาน สามารถแก้ความอยากได้ด้วยการทานคาร์โบไฮเดรตที่ดีต่อร่างกาย เช่น ขนมปังโฮลวีท ถั่ว ข้าวโพด หรืออาจพักผ่อนให้เพียงพอ ในทางตรงกันข้าม หากคุณทานขนมปังทั่วไปหรือขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ จะยิ่งทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลที่มากจนเกินไป   • อาการอยากของทอด หากร่างกายรู้สึกอยากของทอดแสดงว่าร่างกายกำลังขาดกรดไขมัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วของทอดยิ่งกินยิ่งอร่อย ยิ่งเห็นยิ่งยั่วให้เกิดความอยาก แต่คุณสามารถแก้ได้ด้วยการกินอาหารที่มีโอเมก้า 3 หรือโอเมก้า 6 หาได้จาก เนื้อปลา น้ำมันปลาและถั่วชนิดต่าง ๆ   • อาการอยากกินอะไรเค็ม ๆ คนไทยส่วนใหญ่มักติดกินเค็ม […]

350_%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%aa

เฟรนช์ฟรายส์กินบ่อยเสี่ยงมะเร็ง!

เฟรนช์ฟรายส์หรือมันฝรั่งทอดเป็นอาหารที่โปรดปรานสำหรับใครหลาย ๆ คน เพราะทานง่ายและอร่อย แต่หารู้ไม่ว่านอกจากจะทำให้อ้วนแล้วมันยังเป็นอันตรายต่อร่างกายหากทานเป็นประจำ เพราะจากผลการวิจัยได้ตรวจพบ อะคริลาไมด์ หรือสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ซึ่งสารนี้จะพบมากในอาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงด้วยอุณหภูมิสูง เช่น การปิ้ง ย่าง ทอด เป็นต้น นอกจากนี้การทานเฟรนช์ฟรายส์บ่อย ๆ นอกจากจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งแล้วยังอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายอื่น ๆ เช่น    เฟรนช์ฟรายส์มีดรรชนี กลีซิมิคสูง หากทานเข้าไปแล้วมันจะเปลี่ยนเฟรนช์ฟรายส์ให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็วมาก    มีปริมาณโซเดียมสูง ในเฟรนช์ฟรายส์มีปริมาณเกลือและโซเดียมสูง ซึ่งเสี่ยงอันตรายต่อไตและทำให้ร่างกายเกิดอาการบวมน้ำและน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้    มีไขมันทรานส์(ไขมันเลวต่อร่างกาย) หากร่างกายได้รับไขมันทรานส์เข้าไปสะสมในร่างกายปริมาณมากจะเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพเพราะไขมันทรานส์มีส่วนก่อให้เกิดความเสี่ยงป่วยเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด   แต่หากทานจริง ๆ หรือนาน ๆ ครั้งก็สามารถทานได้แต่ควรจะต้องทานอย่างปลอดภัย ซึ่งคุณสามารถทานเฟรนช์ฟรายส์อย่างปลอดภัยได้ด้วยเคล็ดลับดังต่อไปนี้ • คัดมันฝรั่งที่สด ขั้นตอนแรกคือการคัดเลือกมันฝรั่ง ควรเลือกมันฝรั่งที่สดออกก่อน เพราะมันฝรั่งที่ไม่สดจะเต็มไปด้วยน้ำตาลและอาจก่อให้เกิดสารมะเร็งเพิ่มมากขึ้นหากนำไปทอด • นำมันฝรั่งไปลวกน้ำก่อนทอด ให้นำมันฝรั่งไปลวกน้ำก่อนทอด ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการเกิดสารก่อมะเร็งระหว่างทอดได้ถึง 50% หรือก่อนทอดให้นำเฟรนช์ฟรายส์มาลวกในสารละลายกรดประเภทกรดซิตริก หรือแลกติกก่อนนำไปทอด จะช่วยลดสารก่อมะเร็งดังกล่าวได้ 80% • […]

349_%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1

ผักดิบกับผักต้มต่างกันอย่างไร?

ผักที่ทานกันอยู่ในทุก ๆ วันนั้นถือเป็นอาหารทีมีวิตามินเหลือแร่ต่าง ๆ มากมายรวมทั้งใยอาหาร ซึ่งเป็นอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายและควรทานประกอบในทุกมื้ออาหาร แต่ผักนั้นมีหลากหลายชนิดและหลากหลายรูปแบบในการนำมาทาน ทั้งทานสด หรือผ่านกระบวนการต่าง ๆ เช่น ลวก ต้ม ผัด ทอด ซึ่งวิธีการต่าง ๆ นี้จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารจากผักชนิดนั้นแตกต่างกันไป   • ผักดิบหรือผักสด ผักสด เป็นผักที่มีโภชนาการทางอาหารครบ 100% ดีกว่าผักแบบต้มสุก แต่อันตรายกว่าผักต้มสุก เพราะผักสดมักมีสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีต่าง ๆ ทางการเกษตร หากล้างไม่สะอาดอาจได้รับสารเคมีที่ตกค้างและหากทานเป็นประจำมันจะเข้าไปสะสมในร่างกายและเกิดอันตรายในอนาคตซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ผักบางชนิดหากทานแบบสุกจะดีกว่า เช่น มะเขือเทศที่ผ่านการปปรุงสุกจะทำให้ร่างกายได้รับไลโคปีนไปใช้ได้ดีกว่ากินแบบดิบ, ถั่วงอก, กะหล่ำ, ถั่วฝักยาว, หน่อไม้ เป็นต้น   • ผักต้มสุก ผักต้มสุกคือผักที่ผ่านกระบวนการทำให้สุกด้วยการ ต้ม นึ่งหรือลวก อาจมีคุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่าผักดิบแต่การต้มสุกจะช่วยลดสารพิษที่อยู่ในผักได้ แต่ไม่ควรต้มนานเพราะจะทำให้โภชนาการและสารอาหารที่อยู่ในนั้นลดน้อยลง แต่ก็มีผักบางชนิดที่ควรทานแบบดิบ ๆ เช่น หัวหอม, พริกหวานและพริกต่าง ๆ, บีทรูท เป็นต้น นอกจากนี้การลวกผักจะช่วยไม่ให้เกิดอาการท้องอืด […]

348_%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84

สีของประจำเดือนบอกอะไรได้บ้าง?

โดยปกติแล้วผู้หญิงที่เป็นประจำเดือนมักจะมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน ตั้งแต่อาการ บางคนมีอาการปวดท้อง ส่วนบางคนไม่มีอาการปวดท้อง รวมไปถึงสีของประจำเดือน เช่น สีแดงคล้ำ สีแดงสด สีน้ำตาลอ่อน สีน้ำตาลเข้ม สีน้ำตาลดำ ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น จำนวนวันของประจำเดือน การตั้งครรภ์ ความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกและปริมาณของประจำเดือน เป็นต้น ซึ่งสีเลือดของประจำเดือนสามารถบ่งบอกได้ว่าร่างกายของคุณมีอาการอย่างไรโดยแบ่งเป็นลักษณะของสีดังต่อไปนี้   • สีซีดจาง สาเหตุมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ เครียด หรือทำงานหนัก ซึ่งการนอนดึกจะส่งผลต่อการทำงานของตับ ทำให้ตับอ่อนแอ ประจำเดือนจึงมาไม่ปกติ จะสังเกตได้ชัดเลยว่าประจำเดือนมาน้อยแต่มาหลายวัน มักมีอาการปวดท้องร่วมด้วย อาจมีอาการอื่น ๆ เช่น ไม่อยากอาหาร ท้องอืด   • สีเข้ม สังเกตได้ชัดเจนว่ามีประจำเดือนมามาก สีสด จนร่างกายอ่อนเพลียและขาดเลือด หากมีเลือดมากกว่า 5 วันและยังไม่หาย ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสาเหตุของพังผืดหรือเนื้องอกในรังไข่และมีซีสต์   • สีดำ / สีคล้ำ สาเหตุที่ประจำเดือนมีสีดำคล้ำ เกิดจากการที่เลือดประจำเดือนไหลออกมาแล้วไปตกค้างบริเวณช่องคลอดนานจนเกินไปและลอกหลุดออกมาจากเยื่อบุมดลูก และเมื่อไหลออกมาจะทำให้เลือดที่เป็นสีแดงเปลี่ยนเป็นสีดำขึ้น มักเกิดในช่วงที่ประจำเดือนมาใหม่ […]